บทความ ‘คิดเห็นแชร์’ลงในหนังสือพิมพ์มติชนและมติชนออนไลน์
วันที่ 16 ธันวาคม 2568
โดย คุณอธิป ตันติวรวงศ์
พลังงานสะอาดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเทรนด์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยที่เดินหน้าอย่างจริงจัง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางดังกล่าว คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ภายใต้การนำของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน เศรษฐกิจชุมชนแข็งแรงขึ้น และระบบไฟฟ้ามั่นคงขึ้น ที่สำคัญที่สุด คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาทอย่างแท้จริงในธุรกิจพลังงานสะอาด ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ใช้ไฟฟ้าเหมือนเดิมอีกต่อไป
ทำไมโซลาร์ชุมชนถึงสำคัญนัก
เสน่ห์ของโซลาร์ชุมชนคือการผลิตไฟฟ้าใกล้กับพื้นที่ใช้งานจริง ทำให้ระยะทางการส่งไฟฟ้าสั้นลง ลดการสูญเสียบนสายส่ง และช่วยแบ่งเบาภาระโครงข่ายในเมืองใหญ่ที่ใช้ไฟมหาศาล นอกจากนี้ ชุมชนยังได้รายได้ระยะยาวจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตลอดระยะเวลา 25 ปี ส่งผลให้รายได้จากพลังงานหมุนเวียนหมุนเวียนกลับสู่พื้นที่โดยตรง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย (Prosumer) ได้จริง และทิศทางนี้ยังสอดรับกับการเติบโตของ Distributed Energy Resources (DER) หรือแหล่งพลังงานขนาดเล็กอย่าง โซลาร์รูฟท็อป ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะผลักดันให้ระบบไฟฟ้าของไทยค่อยๆ เปลี่ยนจากโครงสร้างแบบ “รวมศูนย์” ไปสู่ระบบที่ “กระจายศูนย์” และยืดหยุ่นมากขึ้น
เมื่อพลังงานโตใกล้ผู้ใช้ ระบบไฟก็ต้องฉลาดขึ้นด้วย
การเพิ่มขึ้นของแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ทำให้การบริหารสมดุลของระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนมากกว่าเดิม เปรียบได้กับระบบไฟฟ้าของประเทศที่ต้อง “อัปเกรดสมอง” เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีความผันผวนตามสภาพอากาศ ขณะเดียวกัน รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อก่อนช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของประเทศไทยมักเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ (19.00 – 21.00 น.) แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ขยับไปสู่ช่วงกลางคืนที่ดึกมากขึ้น (21.00 – 23.00 น.) สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเริ่มใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบชาร์จในเวลากลางคืน
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ช่วงเวลาการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในเวลากลางวัน ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หากไม่มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม ความผันผวนของระบบจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ปัญหาไฟตกหรือไฟดับได้ง่าย ระบบไฟฟ้ายุคใหม่จึงจำเป็นต้องมองข้อมูลทั้งฝั่งการผลิตและการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อบริหารจัดการว่าเมื่อใดควรกักเก็บพลังงาน และเมื่อใดควรปล่อยพลังงานเข้าสู่โครงข่าย ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยี Virtual Power Plant (VPP) เข้ามามีบทบาทสำคัญ
Virtual Power Plant (VPP): โรงไฟฟ้าเสมือนที่คุมพลังงานได้แบบเรียลไทม์
VPP คือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เอาแหล่งพลังงานขนาดเล็กจำนวนมาก เช่น จากโซลาร์รูฟท็อป ระบบชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าทำให้ทั้งหมดทำงานเป็นทีมเดียวกัน เสมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งโรง โดยมีหัวใจสำคัญ คือ ข้อมูลเรียลไทม์จากเซนเซอร์ และการวิเคราะห์จาก Artificial Intelligence (AI) ที่คาดการณ์ทั้งการผลิตไฟจากแสงแดด รวมถึงพฤติกรรมใช้ไฟของแต่ละอาคาร เช่น AI จะคำนวณว่าอีกสองชั่วโมงเมฆจะบังมากไหม แดดจะอ่อนลงแค่ไหน ควรเก็บไฟไว้ในแบตเตอรี่หรือปล่อยออกมาสู่ระบบ พร้อมสั่งการให้แม่นยำที่สุด ทำให้ต้นทุนการรักษาสมดุลไฟฟ้าลดลง
ประเทศที่นำหน้าในด้านนี้ ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยเฉพาะในหลายรัฐของออสเตรเลีย ประชาชนสามารถเข้าร่วมโครงการ VPP เพื่อรับเครดิตค่าบิลไฟฟ้าหรือเงินตอบแทนจากการอนุญาตให้แบตเตอรี่ส่งพลังงานกลับเข้าระบบไฟฟ้าหลักได้ ซึ่งมีจำนวนมากจนสามารถรวบรวมเป็นพลังงานสำรองในระดับเทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดหนึ่งโรง สำหรับประเทศไทย แม้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ได้มีการทดลองกลไก Demand Response ในภาคอุตสาหกรรม และการเดินหน้าติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบ VPP ในอนาคต
Regulation ต้องปลดล็อกตรงไหนบ้าง
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) จำเป็นต้องอาศัยการปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่ทำงานแบบสองทาง ทั้งฝั่งการผลิตและการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในแกนสำคัญ คือ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อของแหล่งพลังงานขนาดเล็ก หรือ Distributed Energy Resources (DER) เข้ากับระบบไฟฟ้าให้มีความชัดเจน ปลอดภัย และสามารถรองรับการขยายตัวในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงเทคนิคและการบริหารโครงข่าย
ขณะเดียวกัน ระบบจำเป็นต้องรองรับการประเมินและให้มูลค่ากับ “บริการเสริมของระบบไฟฟ้า” (Ancillary Services) เช่น การช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูงสุด (Peak Load) หรือการช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้มีความถี่และแรงดันที่เหมาะสม ซึ่งในระบบไฟฟ้าอนาคต บริการเหล่านี้จะไม่ได้มาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงแบตเตอรี่ อาคาร และผู้ใช้ไฟฟ้าที่เข้าร่วมระบบ VPP ซึ่งควรได้รับค่าตอบแทนที่สะท้อนคุณค่าจริงของบทบาทดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กลไกตลาดอย่างใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) และคาร์บอนเครดิต จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งการลงทุนด้านพลังงานสะอาด หาก Regulation เปิดทางได้อย่างเหมาะสม กลไกเหล่านี้จะช่วยปลดล็อกตลาดพลังงานใหม่ของประเทศ สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานอนาคตของไทย
ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจและระบบไฟของประเทศในระยะยาว
เมื่อระบบ VPP ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการขยายตัวของโซลาร์ชุมชน ประเทศไทยจะมีแหล่งผลิตไฟฟ้าใกล้กับผู้ใช้งานมากขึ้น ช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และโครงข่ายไฟฟ้าระยะไกล ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นสูงขึ้น และสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะเดียวกัน การติดตั้งโซลาร์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างช่วงเวลาการผลิตไฟฟ้าและการใช้ไฟฟ้า (Supply–Demand Mismatch) ในลักษณะเป็นจุดย่อยๆ กระจายอยู่ในระบบ โดย VPP จะทำให้ระบบสามารถมองเห็นภาพรวมของความต้องการและข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ประเทศจะสามารถวางแผนเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้อย่างตรงจุด ลดการลงทุนที่เกินความจำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระยะยาว
ในมิติทางเศรษฐกิจ รายได้จากพลังงานหมุนเวียนจะหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะใหม่ เช่น งานด้านการตรวจวัดและวิเคราะห์พลังงาน ไปจนถึงงานซอฟต์แวร์ด้านการบริหารจัดการพลังงาน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ
การมีพันธมิตรระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ในบริบทที่โลกพลังงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี ธุรกิจทุกขนาดจึงต้องการพันธมิตรที่เข้าใจเส้นทางการลดคาร์บอนอย่างลึกซึ้ง เพราะการจัดการพลังงานในองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน เช่น การติดตั้งโซลาร์ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ในระยะสั้น แต่ก้าวต่อไปของความได้เปรียบเชิงพลังงานจะมาจากความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ อินโนพาวเวอร์จึงพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่ช่วยออกแบบระบบพลังงานที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมั่นใจ คุ้มค่า และยั่งยืน
โครงการโซลาร์ชุมชนที่กำลังถูกผลักดัน จึงนับเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม และหากสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบ VPP ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับโครงสร้างพลังงานไทยให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และพร้อมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต นี่ไม่ใช่เรื่องของเป้าหมาย Net Zero ที่อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่คือการเตรียมความพร้อมของระบบพลังงานไทยตั้งแต่วันนี้